บทที่ 7 เจ้าเป็นตัวนำโชคของข้า
ชุยหยุนได้แต่ส่ายหัวมองนาง ก่อนจะล้มตัวลงนอนด้านข้างของหลิงเฟิ่ง เขานอนมองเพดานห้องอยู่เนิ่นนาน พอจะเอ่ยชวนหลิงเฟิ่งพูดคุย ก็ได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของนางเสียแล้ว
“หายบ้าได้อย่างไรกัน” เขาพลิกตะแคงตัวหันมามองทางนางอย่างสงสัย
แม้แต่หมอในหมู่บ้านหรือในเมืองที่เห็นอาการของหลิงเฟิ่ง ต่างก็พูดเช่นเดียวกันว่า นางไม่มีทางหายดี อีกอย่างตระกูลหลี่ดูจะไม่ได้ต้องเการลี้ยงดูนางที่เป็นเพียงตัวไร้ค่า จึงได้ปล่อยให้นางมีสภาพอย่างที่เห็น
ไม่รู้ว่าหลิงเฟิ่งนำยาอันใดให้เขากิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะนางที่ทำให้เขาหายดีเช่นนี้ ชุยหยุนได้แต่สาบานในใจ นับจากนี้เขาจะดูแลนางให้ดี ไม่ปล่อยให้นางต้องถูกรังแกอีกแล้ว
ชุยหยุนคิดเรื่องต่างๆ อีกเพียงครู่เขาก็ข่มตาหลับตามหลิงเฟิ่งไป แต่อากาศยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บ ไม่มีหมอนหนุนยังไม่เป็นอันใด แต่พอไม่มีผ้าห่ม มันช่างชวนให้คนทรมานยิ่งนัก
มือของชุยหยุนจึงคลำหาผ้าห่มตามนิสัยเดิม แต่พอคลำไปโดนร่างของหลิงเฟิ่ง เขาก็สะดุ้งตื่นทันที เกือบจะล่วงเกินนางเข้าเสียแล้ว แต่ให้ทนหนาวเช่นนี้ก็เห็นจะทนไม่ไหว จะเดินออกไปขอผ้าห่มจากมารดาก็กลัวว่าเรื่องที่เขาหายดีแล้ว จะทำให้นางป่าวประกาศไปทั่วทั้งหมู่บ้าน จำต้องค่อยๆ ดึงผ้าห่มจากร่างของหลิงเฟิ่งแบ่งมาห่มด้วยกัน
“หื้ม...” หลิงเฟิ่งคำรามออกมาเบาๆ เมื่อนางถูกรบกวน
แต่เพียงเท่านั้น เมื่อร่างกายนางเริ่มขยับตามผ้าห่มเข้ามาใกล้ชิดกับชุยหยุนอย่างไม่รู้ตัว ชุยหยุนได้แต่นอนตัวแข็งนิ่งทำอันใดไม่ถูก ยิ่งใบหน้าของหลิงเฟิ่งซุกอยู่ที่หัวไหล่ของเขาอีกด้วย
ตลอดจนท้องฟ้าด้านนอกสว่าง ชุยหยุนก็ข่มตาหลับไม่ได้อีกเลย เมื่อประตูหน้าห้องถูกถอดกลอนออก หลิงเฟิ่งนางก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นทันที
“หือออ” นางอุทานเบาๆ ในลำคอ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วใบหน้าของนางอยู่ใกล้กับชุยหยุนจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกคน
ร่างของหลิงเฟิ่งดีดตัวออกห่างจากชุยหยุนราวกับถูกของร้อน แต่นางจะหนีไปไหนได้ไกลในเมื่อเตียงมันก็เล็กเพียงเท่านี้
พอประตูห้องถูกเปิดออก หลิงเฟิ่งก็พิงหัวกับผนังห้อง พร้อมดวงตาของนางที่กลับมาเลื่อนลอยไร้สติอีกครั้ง ชุยหยุนได้แต่จ้องมองการแสดงของนางอย่างตกตะลึง เขาเกือบจะเอ่ยชมออกมาแล้ว หากมารดาไม่วิ่งเข้ามาร้องไห้อยู่ข้างกายของเขาเสียก่อน
“ฮึก...สวรรค์ สวรรค์เมตตาตระกูลซ่งของสามีข้าแล้ว เฟิ่งเออร์เจ้าเป็นตัวนำโชคของข้า บุตรชายของข้าไม่ตาย เขายังไม่ตาย”
“แค่ก แค่ก ทะ ท่านแม่ ท่านอย่าได้ร้องไห้เลยขอรับ ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว” ชุยหยุนเองก็แสร้งป่วยได้สมจริง จนหลิงเฟิ่งลอบมองเขายามที่จูซื่อไม่ได้สังเกตอย่างชื่นชม
“เพียงแค่เจ้าดีขึ้นแม่ก็ดีใจแล้ว” นางยิ้มทั้งน้ำตา ลูบคลำตัวบุตรชายอย่างยินดี
“ท่านแม่ ตระกูลหลี่ได้ให้ใบรับรองตัวตนของเฟิ่งเออร์มาหรือไม่ขอรับ”
“จริงด้วย แม่ไม่คิดว่า...เอาเถิด แม่จะไปเอามาเก็บไว้ เจ้าคงหิวแล้ว แม่จะรีบไปเอาข้าวมาให้ เฟิ่งเออร์ไปกับข้า ข้าจะพาเจ้าไปล้างหน้าล้างตาก่อน” จูซื่อดึงมือของหลิงเฟิ่งให้ออกไปนอกห้องกับนาง
“หนังสือตัดขาด” นางขยับปากเตือนชุยหยุน เมื่อเขามิได้บอกกล่าวมารดาเรื่องหนังสือตัดขาด
“เอ่อ...ท่านแม่ ท่านให้ตระกูลหลี่ทำเรื่องตัดขาดกับเฟิ่งเออร์ด้วยเลยขอรับ”
“เพราะอันใด” จูซื่อหยุดชะงักแล้วหันมามองชุยหยุนอย่างไม่เข้าใจ
หากสตรีมิมีบ้านเดิมหนุนหลัง ต่อไปหากนางเกิดปัญหาแล้วจะมีผู้ใดช่วยเหลือ
“ท่านดูร่างกายของเฟิ่งเออร์ ท่านคิดว่าตระกูลหลี่ดูแลนางดีหรือไม่ ในเมื่อข้ารอดตายได้เป็นเพราะแต่งนางเข้าเรือน การที่ข้าจะเลี้ยงดูนางต่อ โดยไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนตระกูลหลี่ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”
“จริงเช่นเจ้าว่า เฟิ่งเออร์ต่อให้เจ้าจะสติไม่ดี แต่ในเมื่อเจ้าช่วยให้บุตรชายของข้าดีขึ้น ข้าจะดูแลเจ้าราวกับว่าเป็นบุตรสาวอีกคนก็แล้วกัน” นางลูบหัวหลิงเฟิ่งอย่างเอ็นดู
หลิงเฟิ่งเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้อง จะบอกว่านางไม่ซาบซึ้งกับคำพูดของสองแม่ลูกตระกูลซ่งเลยก็เห็นจะไม่ใช่ ถึงนางจะเสียสติเช่นนี้ แต่ทั้งสองก็ยังคงทำดีต่อนางจากใจจริง
“ท่านแม่ วันนี้ท่านไม่ต้องยกอาหารเข้ามาในห้องข้า ข้าจะออกไปกินเองขอรับ”
“จะ เจ้าไหวรึ”
ชุยหยุนลุกขึ้นมานั่งให้จูซื่อดู เพื่อให้มารดาเห็นว่าเขาเริ่มจะดีขึ้นแล้วอย่างที่พูด
“ดียิ่ง ได้ ได้ แม่ต้มน้ำไว้แล้ว เจ้ารีบไปล้างหน้าเสีย แม่จะไปเตรียมอาหาร เจ้าพาเฟิ่งเออร์ไปล้างหน้าด้วยเลยก็แล้วกัน” จูซื่อรีบออกไปเตรียมอาหารอย่างมีความสุข
หลิงเฟิ่งและชุยหยุนได้แต่มองหน้ากันอย่างตกตะลึง นี่นางต้องให้เขาล้างหน้าให้นางด้วยรึ
“ไปเถิด ประเดี๋ยวท่านแม่จะสงสัยได้” ชุยหยุนดึงมือของหลิงเฟิ่งให้เดินออกไปด้านหลังเรือน
แม้นางจะไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่อาจขัดได้ จำต้องนั่งลงข้างโอ่งนิ่งๆ ให้ชุยหยุนเช็ดใบหน้าให้นาง มือของเขาสั่นไม่น้อยเลย ด้วยไม่เคยใกล้ชิดสตรีเช่นนี้มาก่อน แม้รูปร่างของหลิงเฟิ่งจะไม่น่ามอง แต่นางก็ยังได้ชื่อว่าเป็นสตรีคนหนึ่ง
“พอ” หลิงเฟิ่งเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมาเบาๆ เมื่อเขาเช็ดอยู่ที่ลำคอของนาง
“อืม บ้วนปากเสีย” เขาจ่อแก้วน้ำมาที่ริมฝีปากของนาง
“มีเกลือหรือไม่” หลิงเฟิ่งกระซิบถามเขาเสียงเบา นางอยากใช้เกลือขัดฟันเสียหน่อย
“รอประเดี๋ยว” แม้จะสงสัยว่านางต้องการเกลือมาทำสิ่งใด แต่ชุยหยุนก็ยังลุกไปหาเกลือในครัวมาให้นางหยิบมือหนึ่ง
